เกษตร – Unilife International Co., Ltd. https://unilife.co.th/en Sat, 31 Oct 2020 04:15:55 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.10 วิธีแก้ปัญหาการเกิดใบแซมดอกทุเรียน https://unilife.co.th/en/?agricultural_knowled=%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%9a%e0%b9%81 Mon, 28 Sep 2020 06:28:37 +0000 https://unilife.co.th/en/?post_type=agricultural_knowled&p=5919 ปัญหาใบแซมดอกทุเรียน จะส่งผลให้ทุเรียนไม่ค่อยติด ดอกร่วงง่าย  ดังนั้น การทำให้ทุเรียนออกดอกสม่ำเสมอต้องมีการเตรียมต้นทุเรียนให้พร้อมโดยเริ่มตั้งแต่หลังเก็บผลผลิตเลย  โดยมีขั้นตอนดังนี้

     

  1. ทำให้ทุเรียนเกิดราก พร้อมกับการตัดแต่งกิ่ง เพื่อที่จะทำให้ใบอ่อนออกใหม่พร้อมกันและออกมาสม่ำเสมอ จะทำให้การเกิดดอกพร้อมกัน ไม่เกิดดอกหลายรุ่น ผลิตภัณฑ์ที่แนะนำให้ใช้ คือ ยูโอนิกซ์ และ นีโอ-ไฟต์

 

  1. ขยายขนาดใบ เมื่อทุเรียนแตกใบใหม่ออกมาแล้ว ให้ขยายขนาดใบให้ใหญ่ เตรียมความพร้อมในการสะสมอาหาร โดยทางใบฉีดพ่นด้วย คัพเวอร์กรีน 50 ซีซี + นีโอ-ซิงพลัส 300 ซีซี + นีโอ-ไฮแคล  100  ซีซี + ยูนิแพลนท์เขียว  300  กรัม + ซีวิว  250 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตร และทางดิน ใช้ ปุ๋ยยูโอนิกซ์ 18-18-18 อัตรา 500-1,000 กรัมต่อต้น (ขึ้นอยู่กับขนาดของต้น)

 

 

  1. การสะสมอาหารทุเรียน การฉีดพ่นทางใบ ใช้ คัพเวอร์กรีน 50 ซีซี + นีโอ-เค 300 ซีซี + นีโอ-ไฮแคล 200 ซีซี+ ยูนิแพลนท์ แดง  500  กรัม  ต่อน้ำ 200 ลิตร พ่นสัก 2-3 ครั้งทุก7-10 วัน ทางดิน ใช้ ปุ๋ยยูโอนิกซ์สูตร9-9-29 อัตรา 500-1,000 กรัมต่อต้น (ขึ้นอยู่กับขนาดของต้น) สูตรนี้จะช่วยสะสมอาหาร ยับยั้งการแตกใบอ่อนของทุเรียน ทำให้ใบทุเรียนหนา เขียวเข้ม พร้อมในการเปิดตาดอก

 

 

  1. ในสภาพรดน้ำมากไป หรือฝนตก มักจะมีปัญหาทุเรียนเกิดใบแซมดอก ให้ใช้ คัพเวอร์กรีน 50 ซีซี + นีโอ-เค 300 ซีซี  +  นีโอ-ไฟต์ 300 ซีซี  +  นีโอ-ไฮแคล 200 ซีซี  ต่อน้ำ 200 ลิตร  ฉีดพ่นบริเวณท้องกิ่ง 1-2  ครั้ง เพื่อเพิ่มการสะสมอาหารทำให้ดอกทุเรียนออกดีสม่ำเสมอ ป้องกันการเกิดใบแซมดอก  และหากฝนตกยาวนานเป็นสัปดาห์ แนะนำให้หว่านปุ๋ยยูโอนิกซ์ 9-9-29 เพื่อสกัดการทำงานของธาตุไนโตรเจนที่มาจากน้ำฝน จะทำให้ใบอ่อนไม่เกิดมาแซมดอกนั่นเอง

 

คำเตือน

เพื่อความปลอดภัย ก่อนใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตร

โปรดอ่านรายละเอียดและปฏิบัติตามคำแนะนำบนฉลากบรรจุภัณฑ์อย่างเคร่งครัด

]]>
โรคราน้ำค้างผัก https://unilife.co.th/en/?agricultural_knowled=%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%84%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81 Fri, 28 Aug 2020 03:19:51 +0000 https://unilife.co.th/en/?post_type=agricultural_knowled&p=5897     ช่วงอากาศหนาวเย็นและลมแรง เตือนเกษตรกรผู้ปลูกพืชผักตระกูลกะหล่ำเช่น คะน้า กวางตุ้ง กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก ผักกาดขาว ผักกาดหอม และบรอกโคลี ให้เตรียมรับมือการระบาดของโรคราน้ำค้าง ที่สามารถพบได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของพืช

 

ลักษณะอาการ

ระยะต้นกล้า ใบเลี้ยงจะเกิดจุดแผลสีน้ำตาล ทำให้ลำต้นเน่าหรือแคระแกร็น

ระยะต้นโต จะพบอาการเริ่มแรกบริเวณหน้าใบเป็นจุดแผลสีเหลือง หรืออาจเป็นปื้นสีเหลือง ในตอนเช้า ถ้าพลิกดูใต้ใบมักจะพบเส้นใยเชื้อราสีขาวหรือเทาคล้ายปุยฝ้าย หากโรคระบาดรุนแรง แผลจะขยายใหญ่ เนื้อใบเป็นสีน้ำตาลและแห้งตาย ในกะหล่ำดอกและบรอกโคลี ถ้าโรครุนแรง ก้านดอกจะยืดและดอกอาจจะบิดเบี้ยวเสียรูปทรงได้

 

การป้องกันกำจัด

  1. หลังเก็บเกี่ยว หากแปลงเดิมเคยพบการระบาดของโรค ควรเก็บทำลายเศษซากพืชที่ตกหลงเหลืออยู่ตามดินให้หมด และไม่ควรปลูกผักตระกูลกะหล่ำ ซํ้าลงในแปลงเดิม ควรปลูกพืชอื่นหมุนเวียนอย่างต่ำ 3-4 ปี
  2. เลือกใช้เมล็ดพันธุ์ที่สะอาดปราศจากเชื้อปะปนอยู่
  3. ควรปลูกพืชให้มีระยะระหว่างต้นห่างกันพอสมควร ไม่เบียดแน่นกันจนเกินไป
  4. ใช้สารป้องกันก่อนเกิดโรค เช่น บิซโทร 30 กรัม สลับ เบนเอฟ 20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร
    และเมื่อพบ
    อาการ รักษาด้วย สับรา 30 กรัม หรือ เมทาแลกซิล 30 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร

]]>
โรครากเน่าโคนเน่าในทุเรียน https://unilife.co.th/en/?agricultural_knowled=%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b9%80 Thu, 27 Aug 2020 02:52:33 +0000 https://unilife.co.th/en/?post_type=agricultural_knowled&p=5890 เชื้อสาเหตุ : Phytophthora palmivora

ลักษณะอาการ

         ใบทุเรียนจะไม่เป็นมันสดเหมือนใบทุเรียนปกติ ต่อมาใบล่างๆ จะเริ่มเป็นจุดประเหลือง กลายเป็นสีเหลืองซีดในที่สุด แล้วค่อยๆ หลุดร่วงไป ต้นทรุดโทรมแล้วตาย

 

 

     อาการเน่าที่โคนต้นหรือกิ่ง จะสังเกตเห็นผิวเปลือกของลำต้นหรือกิ่งคล้ายมีคราบน้ำเกาะติดเห็นได้ชัดในสภาพที่ต้นทุเรียนแห้ง ในช่วงเช้าที่มีอากาศชุ่มชื้นจะมองเห็นหยดน้ำยางสีน้ำตาลแดงไหลปูดออกมาจากรอยแผลแตกของลำต้นหรือกิ่งและน้ำยางนี้จะค่อยๆ แห้งไปในช่วงกลางวันที่มีแดดจัด ทำให้เห็นเป็นคราบน้ำจับบนเปลือกของลำต้น เมื่อเปิดเปลือกของลำต้นบริเวณที่มีคราบน้ำยางออกบางๆ ด้วยมิดหรือสิ่วๆ จะเห็นเนื้อเยื่อเปลือกถูกทำลายมีสีน้ำตาลแดงหรือน้ำตาลเข้ม ส่วนอาการเน่าที่เกิดกับรากเล็กหรือรากฝอยนั้น เนื้อเยื้อรากจะเปื่อยยุ่ย เมื่อดึงเบาๆ จะขาดออกจากกันได้ง่าย

 

 

แนะนำการป้องกันกำจัด

         1.หากพบการระบาดสารป้องกันกำจัดที่ ยูนิไลฟ์แนะนำ คัพเวอร์กรีน 100 ซีซี + นีโอไฟต์ 300 ซีซี + สับรา 300 กรัม + ซีวิว 300 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่วลำต้นและใบ เพื่อรักษาและยับยั้งการลุกลามของเชื้อไฟท๊อปเธอร่า พร้อม กระตุ้นให้ทุเรียนสร้างเนื้อเยื่อใหม่ พ่นติดต่อกัน 2-3 ครั้งห่างกัน 7-10 วัน หากพบมอด ด้วงหนวดยาว เพลี้ยหอยเกร็ดให้ใช้ แมมมอท 500 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตร  กำจัดแมลงร่วมด้วย 

        2.ฟื้นฟูระบบราก เพื่อรักษาและกำจัดเชื้อราในดิน พร้อมกระตุ้นการสร้างรากใหม่ด้วย ยูโอนิกซ์ 300 ซีซี + นีโอ-ไฟต์ 300 ซีซี + เมทาแลกซิล 300 กรัม ต่อน้ำ  200  ลิตร ฉีดพ่นลงดินบริเวณรอบชายพุ่มและโคนต้นให้เปียกโชก ทำ 2-3 ครั้งห่างกัน 10-15 วัน ทำจนกว่าทุเรียนจะมีรากใหม่

 

หลังใช้ ทุเรียนเกิดรากใหม่ ฟื้นฟูต้น ต้นสมบูรณ์

 

]]>
โรคผลเน่าสีน้ำตาลในลำไย https://unilife.co.th/en/?agricultural_knowled=%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%b3%e0%b9%84 Wed, 26 Aug 2020 06:56:11 +0000 https://unilife.co.th/en/?post_type=agricultural_knowled&p=5883 เชื้อสาเหตุ :  เชื้อรา  Phytophthora capsici Leonian

ลักษณะการทำลาย

   ใบและยอดไหม้ใบที่ถูกทำลายจะร่วง ใบอ่อนจะแห้งสีน้ำตาลทั้งต้น ผลที่ยังไม่แก่เต็มที่จะแตกเห็นในเนื้อผล ผลโตร่วง และอาจเห็นปุยขาวๆของเชื้อราปกคลุม  เกษตรกรเรียกโรคราน้ำฝน เพราะมักระบาดรุนแรงช่วงที่มีฝนตกติดต่อ กันโดยสปอร์ที่ว่ายน้ำได้จะเข้าทำลายใบอ่อน ใบเพลสาด ทำให้ใบเน่าหลุดร่วงลงไปสะสมอยู่ในดิน เมื่อลำไยออกผล ลมและฝนจะพาเชื้อราปลิวขึ้นไปตกบนผล ทำให้ผลแตกและเน่า จากนั้นผลจะร่วงหล่นลงสู่ฟื้นดินบริเวณโคนต้น เป็นแหล่งสะสมของเชื้อราและเข้าทำลายได้ในฤดูถัดไป

การป้องกันกำจัด

     1.ในกรณี ที่ใบและผลลำไยเป็นโรคแล้ว ร่วงหล่นอยู่บนพื้นดินใต้ทรงพุ่ม ให้เก็บกวาดแล้วนำไปทำลาย ไม่แนะนำให้ปล่อยทิ้งไว้เพราะจะเป็นแหล่งสะสมของเชื้อราและเข้าทำลายได้ในฤดูถัดไป

       2.บำรุงรักษาต้นลำไยให้เจริญเติบโตแข็งแรง ฉีดพ่นปุ๋ยทางใบเพื่อสร้างความแข็งแรงให้กับผลลำไย ลดผลแตกหลุดร่วง ผนังเซลล์หนาขึ้น ใช้  ยูนิฟอส-เค 30 กรัม + นีโอ-ไฮแคล 20 ซีซี  ต่อน้ำ 20 ลิตร

        3.หากพบการระบาดของโรคควรพ่นสารป้องกันกำจัด ใช้ ไอโซโพรไทโอเลน 20 ซีซี สลับ สับรา 30 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร อาบโชกทั้งต้น ทุกๆ 7-10 วัน

 

 

]]>
ทุเรียนราดสารระวังรากพัง https://unilife.co.th/en/?agricultural_knowled=%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%9e Tue, 25 Aug 2020 04:20:29 +0000 https://unilife.co.th/en/?post_type=agricultural_knowled&p=5873       ทุเรียนที่ทำสารเพื่อสร้างดอก ทำให้หลังเก็บเกี่ยวมักจะพบปัญหาต้นโทรม ใบเล็กและไม่แตกใบอ่อน ระบบรากไม่ดีและยังพบการเข้าทำลายของโรคได้ง่าย ส่งผลให้ทุเรียนยืนต้นตาย สร้างความสูญเสียต่อชาวสวนอย่างมาก  การป้องกันไม่ให้ทุเรียนต้นโทรมตาย คือ ต้องทำให้ต้นทุเรียนแข็งแรง มีระบบรากที่ดีและสามารถดูดซับธาตุอาหารจากดินมาใช้ในการเจริญเติบโต

วิธีการป้องกัน

  1. แก้ปัญหาต้นโทรม ช่วยการเจริญเติบโต ด้วยการกระตุ้นการแตกใบอ่อน ด้วยการฉีดพ่นสารทางใบ ซีวิว 300 ซีซี + นีโอ-ไมเนอร์ 300 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตร พ่นทุก 7-10 วัน
  2. เพิ่มการสร้างระบบรากที่ดีให้กับทุเรียน ใช้ ยูโอนิกซ์  300  ซีซี + นีโอ-ไฟต์ 300 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่นรอบชายพุ่ม 10-15 วันต่อครั้ง ประมาณ 2-3 ครั้ง

       หลังใช้ทุเรียนจะตอบสนอง คือ ปริมาณรากจะเยอะมาก รากใหม่จะยาว ทำให้ทุเรียนแตกใบอ่อน  ใบจะใหญ่ มีใบแขนงตามออกมา ทุเรียนจึงมีใบหนาฟื้นตัวเร็ว

   

]]>
ลำไยช่วงติดผล ระวัง “เพลี้ยแป้ง” https://unilife.co.th/en/?agricultural_knowled=%e0%b8%a5%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%9c%e0%b8%a5-%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%87-%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a5 Wed, 22 Jul 2020 05:03:48 +0000 https://unilife.co.th/en/?post_type=agricultural_knowled&p=5492           เพลี้ยแป้ง จะดูดกินน้ำเลี้ยงตามช่อดอกและผล ทำให้ผลลำไยเกิดการเสียหาย และจะ
ขับถ่ายของเหลวลักษณะเหนียวคล้ายน้ำเชื่อมออกมา ซึ่งจะเป็นแหล่งอาหารของราดำ ทำให้ผลดู
สกปรกและเสียหาย อีกทั้งยังมีมดที่จะเป็นพาหะนำพาเพลี้ยแป้งให้กระจายทั่วต้นอีกด้วย 
 
           
 
การป้องกันกำจัด
           ในระยะแรกๆ ที่พบตัวอ่อนของเพลี้ยแป้ง ต้องฉีดพ่นสารทุกๆ สัปดาห์ เพื่อควบคุม
ปริมาณของตัวอ่อนไม่ให้เพิ่มปริมาณ และเติบโตเป็นตัวเต็มวัยที่จะไปวางไข่ในรุ่นต่อไป
 
ระยะหลังตัดแต่งกิ่งถึงเริ่มติดผลอ่อน
ระยะเริ่มติดผลอ่อนถึงเก็บเกี่ยว
สอบถามเพิ่มเติม ได้ที่ สำนักงานยูนิไลฟ์ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือ ยูนิไลฟ์ สำนักงานใหญ่ โทรศัพท์ 02-399-5555 หรือ ไอดีไลน์ @unilife
]]>
โรคราสีชมพู ทำลายต้นลองกอง https://unilife.co.th/en/?agricultural_knowled=%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%8a%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b9-%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%87 Mon, 20 Jul 2020 04:27:14 +0000 https://unilife.co.th/en/?post_type=agricultural_knowled&p=5487 ลักษณะอาการ
               โรคราสีชมพูมันระบาดมากในช่วงฝนตก โดยเฉพาะในแหล่งปลูกที่มีความชื้นสูง เชื้อสาเหตุ Corticium
  salmonicolor Berk & Br เข้าทำลายบริเวณกิ่งและลำต้น โดยเชื้อราจะเริ่มจับที่กิ่งและลำต้นเป็นจุดสีขาวเล็กๆแล้วเจริญเป็น
  เส้นใยปกคลุมบางๆ และค่อยๆ หนาขึ้นทำให้เปลือกที่หุ้มลำต้น กิ่ง เน่าเปื่อยยุ่ยเป็นสีน้ำตาลอ่อน เมื่อถูกทำลายรุนแรงเส้นใยจะ
  เปลี่ยนเป็นสีชมพู อาการต้นลองกองที่โรคราสีชมพูเข้าทำลายที่สังเกตได้เด่นชัด  คือ ใบจะเริ่มเปลี่ยน เป็นสีเหลืองแคระแกร็น
  ใบแห้งและร่วงหล่น เนื้อเปลือกเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล กิ่งหรือลำต้นจะแห้งตายไปใน ที่สุด หากมีหนอนกินใต้ผิวเปลือกลองกอง
  เข้าทำลายร่วมด้วยจะทำให้กิ่งแห้งตายอย่างรวดเร็ว
 
 
   โรคราสีชมพูลองกอง02    โรคราสีชมพูลองกอง03
 
การป้องกันกำจัด
 
       1. ให้เกษตรกรตัดแต่งทรงพุ่มต้นลองกองให้โปร่ง เพื่อให้มีอากาศถ่ายเทสะดวก ลดการสะสมความชื้นใต้ ทรงพุ่มไม่ให้
          มีมากเกินไป
       2. ในช่วงฤดูฝน เกษตรกรควรหมั่นตรวจดูต้นลองกองบริเวณกิ่งภายในสวนอย่างสม่ำเสมอ หากพบอาการใบเหลือง
          พบราสีขาว สีชมพูขึ้นบนกิ่ง ให้เกษตรกรตัดกิ่งที่เป็นโรค เก็บเศษซากพืชส่วนที่เป็นโรค และกำจัดวัชพืชในแปลงปลูก
          หรือ นำไปเผาทำลายนอกสวน เพื่อลดการสะสมเชื้อราสาเหตุโรค
       3. ใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืช แนะนำผลิตภัณฑ์ บิซโทร 400 กรัม หรือ ไมโครบลูคอป 200 กรัม ร่วมกับ  เบนเอฟ  
          200ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตร
 
 
 
สอบถามเพิ่มเติม ได้ที่ สำนักงานยูนิไลฟ์ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือ ยูนิไลฟ์ สำนักงานใหญ่ โทรศัพท์ 02-399-5555 หรือ ไอดีไลน์ @unilife
]]>
ปลูกกาแฟ ระวังโรคราสนิม https://unilife.co.th/en/?agricultural_knowled=%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%9f-%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%a1 Wed, 15 Jul 2020 03:47:01 +0000 https://unilife.co.th/en/?post_type=agricultural_knowled&p=5482 ลักษณะอาการ
         โรคราสนิม เกิดจาก เชื้อรา Helmileia vastatrix เกิดกับใบกาแฟพันธุ์อาราบิก้าทั้งใบแก่และใบอ่อน
ทั้งในระยะที่เป็นต้นกล้าในเรือนเพาะชำและต้นโตในแปลง อาการครั้งแรกจะเห็นเป็นจุดสีเหลืองเล็กๆ
ขนาด 3 ถึง 4 มิลลิเมตรบริเวณด้านในของใบ และมักจะเกิดกับใบแก่ก่อน จุดสีเหลืองบนใบจะขยายโตขึ้น
เรื่อยๆ สีของแผลจะเปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีส้มหรือสีส้มแก่ เมื่ออายุมากขึ้นสีบนแผลจะมีผงสีส้ม ซึ่งเป็นยู
รีโดสปอร์ของเชื้อรา จากนั้นใบกาแฟพันธุ์อาราบิก้าจะร่วง ต้นโกร๋น และกิ่งจะแห้งในเวลาต่อมา ต้นที่เป็น
โรครุนแรงใบจะร่วงเกือบหมดต้น
 
           
 
         
 
การป้องกันกำจัด
       1. ใช้พันธุ์กาแฟที่ต้านทานต่อโรคราสนิม ได้แก่ กาแฟอาราบิก้า พันธุ์คาติมอร์ CIFC 7960, พันธุ์คา
          ติมอร์CIFC 7961, พันธุ์คาร์ติมอร์ CIFC 7962 และพันธุ์คาติมอร์ CIFC 7963
       2. แนะนำให้ใช้สารป้องกันโรคราสนิม บิซโทร 30 กรัม หรือ ไมโครบลูคอป 20 กรัม หากพบการ
          ระบาดรักษาด้วย รัสโซล 10-15 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร
 
        
สอบถามเพิ่มเติม ได้ที่ สำนักงานยูนิไลฟ์ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือ ยูนิไลฟ์ สำนักงานใหญ่ โทรศัพท์ 02-399-5555 หรือ ไอดีไลน์ @unilife
]]>
โรคยางไหลในพืชตระกูลส้ม https://unilife.co.th/en/?agricultural_knowled=%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b8%8a%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b9%89 Fri, 10 Jul 2020 02:36:54 +0000 https://unilife.co.th/en/?post_type=agricultural_knowled&p=5476          อาการยางไหล บริเวณกิ่งและโคนต้น ซึ่งพบมากในส้มโอและมะนาวนั้น มีความสัมพันธ์กับ “โรคทริส
เตซ่า” ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัส และมักพบเชื้อรา “Botryodiplodia sp.” เข้าทำลายร่วมกับการขาดธาตุอาหารบาง
ชนิดอีกด้วย
 
ลักษณะอาการ
        ที่โคนต้นจะเห็นเป็นแผลแตกแห้งแข็ง มีน้ำยางออกมาเคลือบติดบนผิวของเปลือกลำต้น ส่วนใหญ่จะ
พบอาการยางไหลบริเวณโคนต้นหรือตามง่ามกิ่ง เปลือกบริเวณที่มียางไหลจะแห้งแข็งเป็นสีน้ำตาลส่วนอาการ
ที่กิ่งมักจะพบปลายกิ่งแห้งเป็นสีน้ำตาลลามจากยอดลงมา
       เชื้อราที่ทำให้เกิดยางไหลนี้สามารถทำให้ผลส้มเน่า ในกรณีที่เกิดกับผลที่อยู่บนต้น ผลส้มจะหลุดร่วง
และมักพบจุดสีดำเป็นตุ่มนูนขนาดเล็กๆบนแผลเน่า
 
     
 
อาการยางไหลที่เกิดจากสาเหตุต่างๆ
        อาการยางไหลเกิดเนื่องจากการขาดธาตุอาหาร เช่น ธาตุโบรอน (B) และธาตุทองแดง (Cu) จะสังเกตได้
ว่าส้มเกิดยางไหลตามลำต้นและกิ่งก้านทั่วๆไป ไม่จำกัดที่และไม่มีบาดแผลสีน้ำตาลดำ พบเพียงรอยแตกปริของเปลือก
ขนาดเล็กๆแล้วจึงมียางไหลออกมา แผลที่ยางไหลออกมาแล้วไม่ขยายลุกลาม นอกเสียจากว่ามีเชื้อเข้าทำลายซ้ำเติม
ตามรอยปริเล็กๆนั้น
 
   
           อาการยางไหลที่เกิดเนื่องจากมีแมลงเจาะกัดกิน สังเกตได้โดยบริเวณที่มียางไหลจะมีร่องรอยของการ
  เจาะกัดกิน หรือทำลายของแมลงหรืออาจมีสิ่งขับถ่ายติดปะปนอยู่กับยาง 

   

 
การป้องกันกำจัด
      1. หลังตัดแต่งกิ่งที่เป็นโรค ตัด เฉือน ถากส่วนเปลือกของกิ่งและต้นที่เป็นโรค จากนั้นทาแผลด้วยสารป้อง
       กันกำจัดเชื้อรา เช่น เมทาแลกซิล 30 กรัม หรือ สับรา 30 กรัม ร่วมกับ ซีวิว 30 ซีซี + นีโอ-ไฟต์ 30 ซีซี
       ต่อน้ำ 20 ลิตร
      2. โรคยางไหลที่เกิดจากการขาดธาตุอาหาร สามารถรักษาได้โดยการฉีดพ่นสารกำจัดเชื้อราพร้อมกับธาตุ 
       อาหารเสริมให้ทางใบ ไมโครบลูคอป 20 กรัม + แคลเคลียร์ 20 ซีซี + ซีวิว 30 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตรเพราะต้น
       ส้มที่ให้ผลผลิตแล้วมีความต้องการแร่ธาตุอาหารหลายชนิดเพื่อใช้ในการเจริญเติบโตและให้ผลผลิต
      3. อาการยางไหลซึ่งเกิดจากบาดแผลต่างๆ หรือเกิดแมลงเจาะกัดกินควรรีบรักษาด้วย ฟิพเปอร์ 30 ซีซี หรือ
       แมมมอท 50 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร และป้องกันเชื้อราเข้าทำลายซ้ำ ด้วยการใช้ เมทาแลกซิล 30 กรัม หรือ
       สับรา 30 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร
 
       
สอบถามเพิ่มเติม ได้ที่ สำนักงานยูนิไลฟ์ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือ ยูนิไลฟ์ สำนักงานใหญ่ โทรศัพท์ 02-399-5555 หรือ ไอดีไลน์ @unilife
]]>
วิธีป้องกันกำจัด “โรคหอมเลื้อย” https://unilife.co.th/en/?agricultural_knowled=%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94-%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%ab%e0%b8%ad Sat, 04 Jul 2020 06:44:43 +0000 https://unilife.co.th/en/?post_type=agricultural_knowled&p=5471  
โรคหอมเลื้อย หรือ โรคแอนแทรคโนสของหอม เกิดจาก เชื้อรา Colletotrichum gloeosporioides
 
 
ลักษณะอาการ
         เชื้อราสามารถเข้าทำลายได้ทุกส่วนของพืช เช่น ใบ กาบใบ คอ หรือส่วนหัว ทำให้เกิดเป็นแผล ซึ่งเนื้อ
แผลเป็นแอ่งต่ำกว่าระดับผิวปกติเล็กน้อย บนแผลมีสปอร์ของเชื้อราเป็นหยดของเหลวสีส้มอมชมพู ซึ่งเมื่อแห้งแล้ว
จะเป็นตุ่มสีดำเล็ก ๆ เรียงเป็นวงรีซ้อนกันหลายชั้น โรคนี้ทำให้ใบเน่าเสียหาย ต้นหอมแคระแกรน ใบบิดโค้งงอ หัว
ลีบยาว เลื้อย ไม่ลงหัว ระบบรากสั้น ทำให้ต้นหอมเน่าเสียหายในแปลงปลูก เก็บเกี่ยวไม่ได้ หรือไปเน่าเสียในช่วง
เก็บรักษา
 
   
 
การป้องกันกำจัด
1. ก่อนปลูกหอมทุกครั้งควรปรับปรุงดินด้วยการใช้ ไบ-โอซอย 300 กรัม ต่อน้ำ 200 ลิตร เพื่อฟื้นฟูสภาพของดิน
ให้ดีขึ้น
2. หลีกเลี่ยงการปลูกหอมในช่วงฤดูฝนตกชุก และควรยกร่องสูงเพื่อให้มีการระบายน้ำที่ดี
3. เก็บชิ้นส่วนของพืชที่เป็นโรคไปเผาทำลายทุกครั้ง เพื่อลดการแพร่กระจายของโรค
4. ป้องกันโรคระบาดลุกลามไปยังต้นที่ไม่เป็นโรค โดยพ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืช
 
การป้องกัน บิซโทร 30 กรัม หรือ เบนเอฟ 30 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร
การรักษา อะซอกซีสโตรบิน 5-10 ซีซี หรือ รัสโซล 15 ซีซี หรือ แอพโพช 20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร
 
สอบถามเพิ่มเติม ได้ที่ สำนักงานยูนิไลฟ์ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือ ยูนิไลฟ์ สำนักงานใหญ่ โทรศัพท์ 02-399-5555 หรือ ไอดีไลน์ @unilife
]]>